ส่งงานครั้งที่ 10

1. การบริหารกลยุทธ์สำหรับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ ในองค์กรมีความสำคัญ ความจำเป็น มากน้อยเพียงใด และเหตุใดทุกหน่วยจะต้องดำเนินการ ไม่ดำเนินการได้หรือไม่



การบริหารกลยุทธ์สำหรับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ ในองค์กรมีความสำคัญมาก เพราะเพื่อให้กลยุทธ์ขององค์กรสามารถปฏิบัติให้เกิดผลได้ตามเป้าหมาย ระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้กลยุทธ์ขององค์กรบรรลุผลตามเป้าหมาย ระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถสนับสนุนการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ ดังนี้
- นวัตกรรม ระบบสารสนเทศสามารพัฒนานวัตกรรมในอุสาหกรรม เพื่อนำมาซึ่งข้อได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กร
- การลดต้นทุน ระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้องค์กรปรับกระบวนงานให้มีความกระชับลดขั้นตอนการทำงานลงได้ รวมทั้งสามารถปรับกระบวนงานบางส่วนให้เป็นอัตโนมัติ ทำให้ความต้องการในการใช้พนักงานสำหรับการให้บริการลดลงสะท้อนไปถึงค่าใช้จ่าย ต้นทุนการผลิต
- การเชื่อมโยงองค์กรเข้ากับพันธมิตร เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเชื่อมโยงองค์กรเข้ากับพันธมิตรทางธุรกิจ
- ปัญญาทางการแข่งขัน ระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำให้เกิดปัญญาทางการแข่งขัน โดยเป็นผลมาจากการรวบรวมประมวลผลและวิเคราะห์สารสนเทศที่เกี่ยวพันกับสินค้า


2. กรณีศึกษาบริษัทประกันชีวิต ABXY ตามเอกสารที่แจกไปเมื่อวันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 นั้น ท่านคิดว่าจะมีกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการให้บริษัทดีขึ้นได้หรือไม่อย่างไร พร้อมให้เหตุผลประกอบ ด้วย

กลยุทธ์ในการปรับปรุงการให้บริการให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างทั่วถึงโดยส่งเสริมการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและฐานข้อมูลกลางของบริษัท สามารถให้การจัดการบริษัทดีขึ้นได้ เพราะเมื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในบริษัททำให้ข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้น เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ถ้าใช้คนมาจัดการฐานข้อมูลที่มีจำนวนมากอาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมาก ถ้ามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็จะทำให้ความผิดพลาดมีน้อยลง จนสามารถได้รับความน่าเชื่อถือจากลูกค้า ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น

3. จาก SWOT ของวิทยเขตมุกดาหาร ถ้าหากว่าจะทำเป็นยุทธศาสตร์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาวิทยาเขตมุกดาหารจะทำได้หรือไม่ และยุทธศาสตร์ที่ว่าควรจะเป็นอย่างไร บอกข้อดีที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

ทำได้ คือยุทธศาสตร์ที่ว่าคือ เปิดการเรียนการสอน Online เพราะระยะทางที่ห่างไกลทำให้มีข้อจำกัดด้านการสื่อสารการประสานงาน และดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ข้อดีของยุทธศาสตร์นี้คือ สามารถให้นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีสามารติดต่อสื่อสารกับนักศึกษาวิทยาเขตมุขดาหาร เกี่ยวกับการเรียน สามารถแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ หรือสามารถทำงานกลุ่มจากรายวิชาที่เรียนเหมือนกันได้

ส่งงานครั้งที่ 9

1.วิจารณ์กลยุทธ์ว่าเป็นกลยุทธ์สีครามในแง่ใด

กรณีศึกษาเรื่องฟาร์มโชคชัย ฟาร์มโชคชัยดำเนินธุรกิจปศุสัตว์และกสิกรรม สินค้าที่ขึ้นชื่อเป็นที่รู้จักกันดีคือสเต็กเนื้อโค จนเป็นที่รู้จัก ต่อมาในช่วงหลังฟาร์มแห่งนี้เริ่มที่จะหันมาเลี้ยงโคนมมากขึ้นและเกิดผลิตภัณฑ์สร้ารายได้อีกชนิดที่มีชื่อเสียงขึ้นมานั้นคือ นมสดตราฟาร์มโชคชัย จากการวิเคราะห์จากกลยุทธ์สีครามฟาร์มโคชัยได้ทำการ เจาะตลาดกลุ่มใหม่โดยการนำสินค้าชนิดใหม่ เพื่อให้ได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ คือ นมสดตราฟาร์มโชคชัย และยังเปลี้ยนจากการเจาะตลาดของนมสดแล้ว ยังมีการเพิ่มลูกค้ากลุ่มใหม่คือลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยว กลยุทธ์ของฟาร์มโชคชัยที่ใช้คือการมองข้ามการแข่งขันในธรกิจอาหารและธุรกิจปศุสัตว์กสิกรรม มาเป็นเป็นธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจฟาร์มโชคชัย เป็นการนำแนวคิดที่ว่าลูกค้าเดิมที่มีอยู่หรือลูกค้าของคู่แข่งที่ใช้ผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันกับที่เราผลิต แต่กลับเป็นลูกค้าที่ไม่ใช่ของเราหรือคู่แข่งเราที่มีมาแต่เดิม

2.ให้วิจารณ์โครงการระบบการจัดการร้านอาหารผ่านคอมพิวเตอร์มือถือว่าดีหรือไม่ ดีในแง่ใด ถ้าไม่ดีจะทำอะไรเพิ่มเติม

จากการอ่านโครงการนี้แล้ว จัดว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะปัจจุบันการใช้คอมพิวเตอร์มือถือเป็นที่แพร่หลาย สะดวกรวดเร็วเหมาะสำหรับความต้องการที่รวดเร็ว มีความแม่นยำในการจัดการร้านอาหารส่งผลให้ลูกค้าพึงพอใจบริการ และในปุจจุบันราคาคอมพิวเตอร์มือถือมีราคาที่ถูกลง แต่ข้อเสียของโครงการนี้คือ ถ้าเกิดมีลูกค้าที่ใช้งานไม่เป็น จะต้องมีการเรียนรู้ที่จะใช้งานดังนั้นการที่มีการแนะนำการใช้งานจึงเป็นแนวทางที่ดี และการใช้งานต้องไม่ซับซ้อน เพราะถ้าการใช้งานมีความซับซ้อน จะทำให้ลูกค้ามีความเบื่อหน่าย และเห็นว่าการใช้งานในระบบเดิมมีความสะดวกกว่า ดังนั้นการทำโครงการนี้จึงต้องมีการวางแผนให้รัดกลุมและเหมาะสม มากที่สุดเพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ

ส่งงานครั้งที่ 8

1. ท่านคิดว่าจะใช้ Joomla ในการพัฒนาระบบสารสนเทศประเภทใดที่สอดคล้องกับสถานการณ์หรือสภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน
Joomla สามารถพัฒนาในด้านขงการสร้างเว็บไซต์เชิงพานิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพราะว่าปัจจุบันเศรษฐกิจของเรามีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นดังนั้นการพัฒนาให้ Joomla สามารถรองรับหรือมีการปรับความสามารถให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการทางด้าน E-Commerce จะทำให้เศรษฐกิจของเราสามารถขยายตัวได้รวดเร็วเพิ่มมากขึ้นเพราะการทำธุรกิจ E-Commerce ความรวดเร็วและความสะดวกสะบายมีมาก และคนส่วนใหญ่ก็ติดตามธุรกิจทางด้านนี้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการพัฒนาทางด้านนี้น่าจะมีความสำเร็จมากว่า

2. ถ้าหากท่านเป็นผู้บริหารของบริษัทหรือองค์กรใด ท่านจะมีนโยบายหรือกลยุทธ์อย่างไร ให้มีการใช้งาน Joomla ให้เกิดประโยชน์และเกิดผลดีต่อองค์กร
มีการจัดให้พนักงานที่ส่วนเกี่ยวข้องได้จัดทำ เว็บไซต์ขององค์กรขึ้นจาก Joomla เนื่องจากJoomla เป็นระบบ Open Source จึงทำให้เราประหยัดงบประมาณในการจัดซื้อซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้อง และยังประหยัดเวลา และง่ายต่อการพัฒนาเพราะเราไม่จำเป็นต้องจ้างคนที่เก่งทางด้านการทำเว็บไซต์ เราสามารถให้พนักงานของเราศึกษาและลองทำเว็บไซต์ทำขึ้นเองก็ได้ และเรายังสามารถใช้ Joomla สร้างตลาดของเราให้คนสามารถรู้จักได้อย่างทั่วถึงได้อีกด้วย เป็นการขยายตลาดของเราผ่านการใช้งานของระบบ Open Source อย่าง Joomla ได้อีกด้วย

3. ท่านคิดว่า Joomla เป็นทางเหลือที่ดีหรือยัง จะมีข้อพัฒนาเพิ่มเติมในด้านใดบ้าง พร้อมให้เหตุผลต่อองค์กร

ส่งงานครั้งที่ 7

นางสาว เพชรลดา พลยานนท์

(1) มหาวิทยาลัยควรจะมีกลยุทธ์และวิธีการอย่างไรในการที่จะให้นักศึกษาและอาจารย์ได้รับทราบข้อดีและข้อเสียของการใช้ E-book ในการเรียนการสอน
เริ่มจากการที่ จัดอบรมให้อาจารย์และนักศึกษาและมีการจัดให้นักศึกษามีการเรียนการสอนเรื่อง การ E-learning

(2) ถ้าหากว่าท่านได้รับการเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ E-book ท่านคิดว่าจะได้อย่างไรถึงจะสามารถทำให้มียอดขายจำนวนมากที่สุด
จะต้องรู้และทดลองใช้อุปกรณ์ที่เราจะจำหน่าย เพื่อที่เราจะอธิบายรายละเอียดให้กับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง และตามปกติของคนแล้วถ้าเรารู้ว่าตัวแทนขายมีความรู้กับอุปกรณ์ของตัวเองแล้วลูกค้าก็จะให้ความเชื่อถือกับสิ้นค้ามากขึ้น ส่วนที่จะทำให้ยอดขายเพิ่มากขึ้นก็ใช้การ Forwordmail แล้วส่งต่อไปเรื่อย ๆ และประกาศขายทาง Hi5 และ Twitter เพื่อที่จะให้มีการโฆษณามากที่สุด และยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

งานครั้งที่ 6

1. สุริยัน จันทรา คือ

สุริยัน เป็นระบบปฏิบัติการโอเพนซอร์ส และสามารถนำไปพัฒนาต่อได้ไม่จำกัด เป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถใช้งานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป เป็นทางเลือกในการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ต้องการความประหยัด มีความปลอดภัยสามารถใช้งานได้อย่างยั่งยืน

ข้อดี
1. ลงระบบได้ง่ายไม่ยุ่งยาก มีอินเตอร์เฟดเป็นภาษาไทย ทำให้ใช้งานง่ายมาก ด้วย 7 ขั้นตอน
2. สามารถใช้งานไฮสปีด อินเตอร์เน็ต ด้วย เบราเซอร์ FireFox เปิดเวปเพจได้เร็ว
3. ทดลองเข้าเวป www.youtube.com สามารถเปิดดูคิลป และเสียง ไม่ต้องลงไดเวอร์ให้ยุ่งยากเลย
4. สนุกและท้าทาย ที่ได้ปรับแต่ง ไม่จำเจ สามารถดาว์โหลดมาปรับแต่ง เครื่องได้ โดยไม่ได้ทำให้เครื่องช้าลง ไม่หน่วงเครื่อง เครื่องทำงานไว
5. มีอินเตอร์เฟดเป็นภาษาไทย เพราะเป็นระบบปฏิบัติการที่สร้างมาเพื่อคนไทย ทำให้ใช้งานง่ายมาก
6. มีชุดออฟฟิศให้ทำงานง่าย
7. มีชุดมัลติมีเดียไว้คลายเครียด ดูหนัง ฟังเพลงได้
8. มีระบบเครือข่าย สามารถใช้งานร่วมกัน ระบบปฏิบัติการอื่นได้
9. ไม่ละเมิดลิขสิทธิ เพราะสนับสนุนโดย SIPA
10. ประหยัดค่าใช้จ่ายมาก จากชุดซอฟแวร์ที่ลงมาด้วยทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านซอฟแวร์อย่างน้อยๆ ไม่ต่ำกว่า หนึ่งหมื่นบาท เฉพาะราคาระบบปฏิบัติการและออฟฟิศ ถูกลิขสิทธิ ราคาอย่างน้อย 6 พัน – 7 พันบาท และโปรแกรมกราฟฟิค จะมีราคาสูงมาก สามารถใช้ www.google.com เพื่อค้นหาราคาได้

ข้อเสีย
1.รอการพัฒนาด้านภาษาไทยต้องกด
2 ปุ่มคือ Shift + Alt เพื่อสลับเปลี่ยนภาษาอังกฤษกับภาษาไทย สามารถใช้เมาส์ คลิ๊กสลับภาษาพิมพ์วรรณยุกต์ในภาษาไทยบางโปรแกรมจะมองไม่เห็น เช่น aMSN2.รอการพัฒนาด้านเกม ภาษาไทย

จันทรา เป็นโปรแกรมที่รวบรวมซอฟต์แวร์ในลักษณะโอเพนซอร์ส พัฒนาต่อและใช้พื้นฐานจากโครงการOpenDisc สำหรับระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์วินโดวส์ พัฒนาและเผยแพร่โดยสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) โดยซอฟต์แวร์ทุกตัวได้ผ่านการคัดเลือก และปรับแต่งให้ใช้งานกับภาษาไทยโดยอาสาสมัครก่อนนำมาเผยแพร่ รุ่นล่าสุดคือรุ่น 4.3 ในชุดมีโปรแกรมทั้งหมด 33 โปรแกรมประยุกต์ จาก 8 หมวดซอฟต์แวร์ โดย เวอร์ชัน 4.0 มีการเพิ่มซอฟต์แวร์ใหม่ในหมวดการพัฒนาเว็บไซต์ หมวดอรรถประโยชน์ และหมวดกราฟิก ในเวอร์ชัน 4.3 มีการเพิ่มซอฟต์แวร์ใหม่ในหมวดมัลติมีเดีย Chantra

งานครั้งที่ 5

1. อธิบายวิธีการและความแตกต่างของ องค์ความรู้ ภูมิปัญญา และทัศนะคติ

องค์ความรู้ (Knowledge) คือ สารสนเทศที่สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหา หรือตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น องค์ความรู้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ ในการเรียนรู้ที่จะนำสารสนเทศมาใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งขึ้นกับการฝึกฝน และมุมมองในการเลือกสารสนเทศไปใช้
ภูมิปัญญา(Wisdom) คือ เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้เรียนรู้ สั่งสม และทดลองใช้ จนเกิดเป็นแบบแผนที่มีคุณค่าในการดำเนินชีวิต โดยมีการถ่ายทอดกันสืบต่อมา ภูมิปัญญานั้นรวมไปถึงทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรความรู้ ซึ่งมนุษย์ได้สร้างสรรค์ไว้เพื่อเอาชนะอุปสรรคทางธรรมชาติ ทางสังคม ภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนแก้ปัญหาได้
วิสัยทัศน์ (Vision) คือ ภาพแนวทางความสำเร็จในอนาคต ที่สมาชิกและผู้นำในองค์กรร่วมกันกำหนดจุดหมายปลายทาง ให้อยู่ในรูปที่เกี่ยวข้องกับภารกิจองค์กร ความคาดหวัง ความปรารถนา และผลงาน หรือ ภาพขององค์กร(สิ่งที่เห็น/จะเป็น)ในอนาคต ความหวัง ความต้องการ ความฝัน จุดหมายที่องค์กรจะมุ่งไปสรุปความแตกต่างระหว่าง Knowledge เป็นความรู้ที่ถูกพัฒนาขึ้นอีกในระดับหนึ่งเป็นความรู้ที่ได้ศึกษาจาก Information จนเป็นความรู้ตนเอง Wisdom เป็นการรวบรวมความรู้วิเคราะห์ สังเคราะห์ เข้ากับประสบการณ์และเหตุผล กลายเป็น ภูมิปัญญา vision เป็นข้อมูลที่มีการกำหนดกลไกและแนวทางการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถ มุ่งไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ภายใต้วิสัยทัศน์ทำให้บุคลากรทุกๆคน ทุกหน่วยงานย่อย/หน่วยงาน เห็นภาพใหญ่ขององค์กร


2.จากบทความผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์อะไรจากบทความดังกล่าว

จากบทความที่ได้อ่านนั้นร้านขายของชำได้ปรับปรุงร้านเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการเรียกลูกค้าโดยการขายของหลาย ๆ อย่างเพื่อจะได้เรียกลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น เช่น ลูกค้ากิก๋วยเตี๋ยวอยากได้ของอะไรก็สามารถซื้อได้ที่ร้านไม่ต้องไปซื้อที่ร้านอื่นให้เสียเวลา เพราะร้านเดียวก็มีของครบทุกอย่าง นั้นถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่สามารถเรียกลูกค้าที่ไม่ต้องการเสียเวลา และปรับปรุงให้มีความคล้ายคลึงกับร้านขายของในปัจจุบันโดยที่ปรับปรุงในแบบฉบับของร้านขายของชำในสมัยเก่า เพราะบางคนยังต้องการบรรยากาศเก่า ๆ เอาไว้เพื่อนึกถึงเรื่องเก่า ๆ

ยกตัวอย่าง เกี่ยว กับ Red, Blue และ White Ocean strategy

1. Red Ocean Strategy
กลยุทธ์ทะเลสีแดง (Red Ocean Strategy:ROS) เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นเพื่อเอาชนะคู่แข่ง และ
การแย่งส่วนแบ่งตลาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หรือหาทุกวิถีทางที่จะลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด ส่วน
ใหญ่แล้วจะนำไปสู่การแข่งขันและการตอบโต้อย่างรุนแรงจนทำให้เกิดการแข่งขันใน
อุตสาหกรรมมากขึ้น จนกระทั่งสินค้าที่แข่งขันกันในตลาดมีมากจนไม่มีความแตกต่างกัน ทำ
ให้องค์กรต้องแข่งขันด้านราคา ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บทางธุรกิจทั้งสองฝ่าย ด้วยกลวิธีนี้ทำ
ให้เป็นที่มาของการแข่งขันแบบทะเลสีแดง

ตัวอย่าง
ธุรกิจโทรศัพท์มือถือจะเห็นได้ว่าธุรกิจโทรศัพท์มือถือมีการแย่งลูกค้าทางการตลาดกันมากเมื่อคู่แข่งออกแบบโทรศัพท์ที่มีฟังก์ชั่นไหนมาใหม่แล้วขายดีหรือเป็นที่ต้องการของลูกค้าก็จะแข่งกันผลิตขึ้นมาและกลายเป็นว่ามีการแข่งขันทางการตลาดสูงทำให้ขายไม่ได้และผู้ประกอบการก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรนอกจากขาดทุน

2. Blue Ocean Strategy
ทะเลสีน้ำเงิน(Blue Ocean Strategy: BOS) เป็นกลยุทธ์ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงการ
แข่งขันแบบดั้งเดิม ผู้ประกอบการต้องพยายามพัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่าง หรือต้องสร้าง
ความต้องการใหม่ ๆ (New Demand) ขึ้นมาเสมอ โดยใช้นวัตกรรม (Innovation) ใหม่ๆ หรือ
เป็นทะเลใหม่ๆ ซึ่งเป็นทะเลสีน้ำเงิน และกลยุทธ์ทะเลสีน้ำเงินได้รับการตอบรับที่ดีเนื่องมาจาก
มีเครื่องมือสนับสนุนที่มีความเป็นปัจจุบัน ดังนั้น หากผู้ประกอบการจะสร้างกลยุทธ์ขององค์กรให้เป็นกลยุทธ์แบบ “ทะเลสีน้ำเงิน” เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องพิจารณาก่อนว่าลูกค้าในอุตสาหกรรมของตนเอง ในเวลานี้ซื้อสินค้าหรือบริการด้วยเหตุผลด้วยราคาที่ต่ำ หรือซื้อที่ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ หลังจากนั้นจึงเริ่มมาวิเคราะห์ว่าใครคือผู้ที่ไม่ใช่ลูกค้าของธุรกิจเรา? (Non-Custommer)

ตัวอย่าง
ตัวอย่างที่ใช้และเห็นภาพอย่างชัดเจนคือเครื่องสำอาง Body Shop ซึ่งในช่วงแรกๆ ที่ออกมาท่านผู้อ่านคงจำได้ถึงกระแสความตื่นตัวและตื่นเต้นไปกับแนวคิดของ Body Shop นะครับ รวมทั้งความสำเร็จของ Body Shop ทั้งนี้เนื่องจาก Body Shop ได้ใช้กลยุทธ์ Blue Ocean ในการขายเครื่องสำอางของตนเอง นั้นคือแทนที่จะมุ่งเน้นทำเหมือนคู่แข่งขันรายเดิมๆ ที่อยู่ในธุรกิจเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นการเน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม หรือ การสร้างภาพลักษณ์ของเทคโนโลยีชั้นสูง หรือ การใช้ดาราหรือนางแบบชื่อดังมาโฆษณา หรือ การตั้งราคาที่สูง สิ่งที่ Body Shop นำเสนอคือคุณค่าที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาดเครื่องสำอาง นั้นคือไม่เน้นในเรื่องของบรรจุภัณฑ์และหีบห่อที่สวยงาม (ลดเนื่องจากคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้ามองหา) ไม่เน้นเป็นผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชั้นสูง ไม่เน้นภาพลักษณ์ที่หรูหรา แต่เน้นการใช้ส่วนผสมตามธรรมชาติ และการดำรงชีวิตแบบมีสุขภาพที่สมบูรณ์ (Healthy Living) ดังนั้นท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า Body Shop ไม่ได้เน้นในการแข่งขันกับผู้ผลิตรายเดิมๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง แต่พยายามนำเสนอคุณค่าใหม่ๆ ให้ลูกค้า เป็นการสร้าง Blue Ocean ขึ้นมา แทนที่จะมุ่งเน้นแต่ Red Ocean แบบเดิมๆ อย่างไรก็ดีข้อคิดที่สำคัญประการหนึ่งก็คือเมื่อ Body Shop สร้าง Blue Ocean มาได้แล้ว ไม่ช้าไม่นาน ก็จะมีคู่แข่งที่อยากจะเข้ามาในทะเลสีฟ้านี้ด้วยเช่นกัน และเมื่อคู่แข่งเข้ามามากขึ้น และกลยุทธ์ที่ใช้ก็จะไม่หนีกัน ดังนั้นทะเลที่เคยเป็นสีฟ้าของ Body Shop ก็กลายเป็นสีแดงไป และส่งผลต่อการดำเนินงานของ Body Shop ที่ในระยะหลังไม่ประสบความสำเร็จเท่าในอดีต ทำให้พอจะเป็นข้อเตือนใจที่สำคัญได้เลยนะครับว่า ต่อให้เราสร้าง Blue Ocean ขึ้นมาได้ ไม่ช้าไม่นานคู่แข่งขันใหม่ๆ ก็อยากจะเข้ามา และถ้าไม่ระวังสุดท้ายก็จะเป็น Red Ocean เหมือนเดิม ดังนั้นถ้าต้องการประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง คงต้องคิดหาทางสร้าง Blue Ocean ขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ

3. White Ocean Strategy

เป็นฐานที่มั่นในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะอยู่ในน่านน้ำสีเลือดหรือสีครามก็ตาม หากผู้บริหารและองค์กรมีความยึดมั่นอยู่บนคุณงามความดี ศีลธรรม และปรับมุมมองจากที่คอยตักตวงผลประโยชน์จากสังคม มาเป็นการช่วยเหลือ แบ่งปัน และเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม โดยคำนึงถึงภาพกว้างของ People, Planet, Profit และ Passion เป็นแรงขับเคลื่อนในการบริหารงานทุกภาคส่วน ตั้งแต่พันธกิจ วิสัยทัศน์ นโยบาย การผลิต การบริหาร การตลาด การสื่อสาร การบริหารงานบุคคล ฯลฯ นับจากวันก่อเกิดองค์กร

ตัวอย่าง
ตัวอย่างกรณีของ ‘เอนรอน’ ที่ตกแต่งตัวเลขทางบัญชี ให้ข้อมูลที่ผิดพลาดกับบรรดานักลงทุนทั้งหลาย กลายเป็นรอยด่าง ให้กับมาตรการกำกับดูแล ของแวดวงตลาดทุนทั่วโลก เช่นเดียวกับที่สะท้อนให้เห็นว่า เพราะความโลภของคนบางกลุ่ม ได้ทำลายเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ถัดจาก ‘เอนรอน’ ยังมียักษ์ใหญ่รายอื่นๆ อาทิ เวิลด์คอม ฯลฯ ที่ทำลายความน่าเชื่อถือของตลาดทุน ละเมิดต่อบรรษัทภิบาลไม่หยุดหย่อน
ถัดจากเอนรอน-เวิลด์คอม โลกตื่นตระหนกกับ ‘ซับไพร์ม’ (สินเชื่อที่ปล่อยให้กับลูกหนี้ด้อยคุณภาพ) ซึ่งส่งผลกระทบ และพัฒนาเป็นวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ผลพวงจากซับไพร์ม ทำให้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ได้รับผลกระทบเป็นลูกระนาด โดยเฉพาะรายของ ‘เมอร์ลินซ์ ลินช์’ วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ ที่มีประวัติเป็นมาร้อยๆ ปีต้องล่มสลายลงไปต่อหน้าต่อตา
คิดดูเล่นๆ หากบรรดาสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ไม่ได้มองแต่ความพยายามสร้างการเติบโต พยายามสร้างผลกำไรแบบกล้าได้กล้าเสีย และเปลี่ยนมายึดมั่นกับแนวทาง ‘กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว’ อาจไม่สร้างความบอบช้ำให้กับเศรษฐกิจโลกถึงเพียงนี้